บทความ
blog thumb

สารต้านออกซิเดชันมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณอย่างไร?

การดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ทั้งหลายต้องการใช้พลังงานเพื่อประกอบกิจกรรมต่างๆ ในการอยู่รอดและสืบพันธุ์


         สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เผาผลาญอาหารเพื่อสร้างพลังงาน และการเผาผลาญนี้สามารถก่ออนุมูลอิสระและอนุมูลว่องไวปฏิกิริยาออกซิเจน (reactive oxygen species: ROS) โดยไม่ตั้งใจ ดังนั้นสิ่งมีชีวิตจึงมีระบบต้านออกซิเดชันที่ทำงานเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของ ของเซลล์และเนื้อเยื่อ โดยการทำลายอนุมูลว่องไวปฏิกิริยาที่เป็นพิษ แก้ไขชีวโมเลกุลที่บาดเจ็บให้กลับคืน ดังนั้นระบบต้านออกซิเดชันจึงไม่ได้ทำการกำจัดสารก่อออกซิแดนซ์ออกไป แต่เป็นการควบคุมให้ระดับสารก่อออกซิแดนซ์อยู่ในระดับที่พอเหมาะเพื่อควบคุมการทำงานของเอนไซม์หรือโปรตีนนั้นๆ
         การทำงานของร่างกายสามารถก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ และทำให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชันได้ปฏิกิริยาสารว่องไวและสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นมีบทบาททั้งที่จำเป็นและสำคัญต่อร่างกาย และถ้าไม่สามารถควบคุมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น จากสารว่องไวปฏิกิริยาจะสามารถก่อบาดเจ็บ เกิดโรคขึ้นได้
         สารต้านออกซิเดชันทั้งที่เป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่มีในร่างกาย เช่น วิตามิน ซี อี กรดไลโปอิค เบตา-แคโรทีน รวมทั้งที่ไม่ใช่วิตามิน เช่น กลูตาไธโอนและบิลิรูบิน หรือเป็นเอนไซม์ต้านออกซิเดชัน มีบทบาทสำคัญเพื่อกำจัดอนุมูลอิสระที่เป็นอันตราย และควบคุมสภาวะออกซิเดชันและรีดักชัน (redox) ภายในเซลล์ โดยทำหน้าที่เสมือนสวิตซ์เปิดปิดการทำงานของเอนไซม์และโปรตีนบางชนิด ระบบต้านออกซิเดชันยังมีบทบาทการฟื้นฟูสถานะภาพออกซิเดชันของโปรตีนและสารต่างๆในเซลล์ที่ถูกเปลี่ยนแปลง สารวิตามินและเอนไซม์เหล่านี้จำเป็นต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบเครือข่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารต้านออกซิเดชันและเอนไซม์ ทำให้สามารถทำงานได้ทุกสภาวะในร่างกาย
         การทำงานของระบบต้านออกซิเดชันในร่างกายมีการทำงานร่วมกันระหว่างสารต้านออกซิเดชันและวิตามินหลายชนิด รวมทั้งการทำงานของเอนไซม์ วิตามินและเอนไซม์ในการควบคุม ดังนี้

สารต้านออกซิเดชัน

         1. วิตามิน ซี หรือ Ascorbic acid เป็นสารต้านออกซิเดชันที่รู้จักกันดี มีความสำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน, การเปลี่ยนแปลง procollagen เป็น collagen, การเปลี่ยน folic acid เป็น folinic acid, เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรท เหล็ก เป็นต้น
         2. vitamin E เป็นสารที่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้ดีที่สุด มีคุณสมบัติเป็นสารต้านออกซิเดชันสูง
         3. Beta-carotene และวิตามิน เอ เป็นกลุ่มสารที่มีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตของร่างกายและดำรงการทำงานให้เป็นปกติ ได้แก่ การมองเห็นภาพ การเติบโตของกระดูก การสืบพันธุ์ กระบวนการแบ่งเซลล์ ควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อ มีบทบาทต่อเซลล์บุผิวร่างกายรวมทั้งเยื่อเมือก วิตามิน เอ ได้จากพืชและสัตว์
         4. Melatonin มีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกันควบคุมการทำงานเม็ดเลือดขาว ช่วยรักษาอาการต่างเกิดจากโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคความดันโลหิตสูง
         5. Bilirubin มีผลป้องกันเซลล์บาดเจ็บจากสารเคมีต่างๆ จากภาวะขาดออกซิเจน จากรังสี และจากโลหะหนัก
         6. Lipoic acid มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน ป้องกันโปรตีน ลิปิดและ DNA มีฤทธิ์ทำลาย ROS ช่วยในการรีดิวซ์วิตามิน อี และซี ให้หวนกลับมาใช้อีก ป้องกันภาวะพร่องวิตามินทั้ง 2 มีฤทธิ์ chelation โดยจับกับเหล็กหรือ ทองแดงป้องกันการเกิด redox cycling มีรายงานว่าสามารถป้องกันการบาดเจ็บของตา เส้นประสาทและการบาดเจ็บอื่นๆเนื่องภาวะเครียดออกซิเดชันในเบาหวาน
         7. (SOD)Superoxide dismutase สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ที่ถูกแพทย์นำมาใช้เป็นยา สามารถช่วยฟื้นฟูผิวให้ขาวกระจ่างใส ได้ดีกว่าการกินกลูต้า ถึง 10 เท่า พร้อมทั้งช่วยลดความมันส่วนเกิน กระชับรูขุมขน มีคุณสมบัติสามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินซีมากถึงถึง 3,500 เท่า ช่วยปกป้องรังสี UV และและยังปกป้องแสงสว่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือ หน้าจอโทรศัพท์ สามารถช่วยลดรอยดำจากสิว ฟื้นฟูผิวจากปัญหาหลุมสิวให้ตื้นขึ้น
         8. Catalase เป็นเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่พบในเซลล์ โดยทำหน้าที่เข้าสลายพันธะทางเคมีของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ โดยจะทำปฏิกิริยาในน้ำ หลังทำปฏิกิริยาจะสลายไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide, H2O2) ไปเป็น น้ำ (H2O) และก๊าซออกซิเจน (O2) ซึ่งร่างกายสามารถหมุนเวียนกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่ได้อีก
         9. Glutathione peroxidase และ glutathione reductase เป็นเอนไซม์ที่ทำงานร่วมกันในการกำจัดสาร peroxides มีบทบาทสำคัญในการป้องกันอันตรายจากออกซิเดชัน
         10. Thioredoxin และ thioredoxin reductase มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน สามารถป้องกันเลนซ์ตาบาดเจ็บ ป้องกันภาวะขาดเลือดแล้วได้รับออกซิเจนใหม่ที่เหนี่ยวนำหัวใจให้เต้นผิดจังหวะ